บทความ: ประสิทธิภาพการดำเนินงานกิจกรรมพลังงานอัจฉริยะเพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ (SECA) โรงพยาบาลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมสถานบริการสาธารณสุขลดโลกร้อนรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยหลักการพลังงานอัจฉริยะหรือ Smart Energy and Climate Action (SECA) ของโรงพยาบาลท่าคันโท โดยใชวิธี Data Envelopment Analysis (DEA) เพื่อคำนวณค่าคะแนนประสิทธิภาพ (Efficiency Score) โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลกิจกรรม SECA ของโรงพยาบาลท่าคันโท โดยกิจกรรมที่ให้ค่าคะแนนประสิทธิภาพสูงสุด คือ บริการทางการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล (Telemedicine) และการติดตั้งหลอดไฟ Light-Emitting Diode (LED) ประเภทหลอดขนาดยาว ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีปริมาณการดำเนินงานตามกิจกรรมดังกล่าวให้มากขึ้น ผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ ในการวัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถานบริการสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางการศึกษาหรือการดำเนินงานกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานได้


1. บทนำ

สืบเนื่องจากนโยบายของกระทรวงสาธารสุข ได้มีการจัดทำแผนเชิงนโยบาย Smart Energy and Climate Action หรือ SECA ที่มีวัตถุประสงค์ในการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านกลไก 8 ด้าน ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมการติดตั้ง Solar Cell กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ลดการเดินทางโดยใช้กิจกรรมการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล (Telemedicine) กิจกรรมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในหน่วยบริการ กิจกรรมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าในหน่วยบริการในสังกัด รวมทั้งกิจกรรมด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงสาธารณสุขได้อธิบายถึง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของประชาชน รวมทั้งโรคอุบัติใหม่หรือโรคอุบัติซ้ำต่าง ๆ และภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น จากผลการศึกษาในปี พ.ศ.2565 พบว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนร้อยละ 9 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ หรือ 33,766,720 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (Royal Thai government, 2023) โดยกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูงสุดคือ การเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยและญาติและการใช้ไฟฟ้าในโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลการจัดการพลังงาน ปี 2564 พบว่า มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าถึง 1,217 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี คิดเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 4,730 ล้านบาทต่อปี กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำแผนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย SECA และการดำเนินการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการสูญเสียพลังงานอย่างไร้ประโยชน์ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านกลไกการทำงาน 8 ด้าน คือ

  1. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
  2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน)
  3. ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV)
  4. อาคารอนุรักษ์พลังงาน (Green Building)
  5. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  6. เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ (ลดการเดินทาง, Telemedicine)
  7. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการมูลฝอย,น้ำเสีย
  8. กิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (Health Focus, 2023)

DEA เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรมที่มีหลายตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาส่วนผสมที่ดีที่สุดของ Input ที่ทำให้แต่ละหน่วยงานสามารถใช้ทรัพยากรของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยใช้ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างกิจกรรมที่อยู่ในกระบวนการเดียวกัน วิธีการหาค่าประสิทธิภาพแบบ DEA มาจากงานวิจัยในด้านการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ (Efficiency Analysis) โดย Charnes, Cooper & Rhodes (1978) เป็นวิธีการที่มีการใช้และพัฒนาต่อมาในวงการวิจัย การกำหนด Input และ Output เริ่มต้นด้วยการกำหนดตัวแปรที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของกิจกรรม การกำหนดหน่วยที่ต้องการทดสอบ (Decision Making Units – DMUs) โดยมักจะเป็นกิจกรรมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน การคำนวณประสิทธิภาพ ในขั้นตอนนี้จะใช้ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่าง DMUs เพื่อหาค่าประสิทธิภาพ โดยมักใช้เทคนิคการคำนวณทางคณิตศาสตร์เชิงเส้นเพื่อหา Frontiers ที่บอกถึงค่าประสิทธิภาพที่เป็นไปได้ของแต่ละ DMU การวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้จะวิเคราะห์ผลที่ได้จากการทดสอบ DEA เพื่อให้เข้าใจความหมายของค่าประสิทธิภาพและการจัดอันดับของ DMUs หลังจากทำการวิเคราะห์และคำนวณค่าประสิทธิภาพแล้ว สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจหรือการวางแผนด้านการจัดการและการวิเคราะห์ผลประสิทธิภาพของกิจกรรม งานวิจัยจึงจัดทำขึ้นโดยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณหาค่าประสิทธิภาพโดยใช้เครื่องมือ DEA ของการดำเนินงาน SECA ของโรงพยาบาลท่าคันโท สำหรับใช้เป็นแนวทางให้ผู้บริหารสามารถทราบถึงประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรในองค์กรและทำให้สามารถวางแผนและปรับปรุงการดำเนินงานได้ในอนาคต

2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทความ Application of Data Envelopment Analysis in Healthcare อธิบายแนวคิดของ DEA ในการวัดประสิทธิภาพของโรงพยาบาล, คลินิก, หรือบริการสุขภาพอื่น ๆ โดยการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา, การดูแลรักษาผู้ป่วยและการจัดการทรัพยากรเพื่อวัดประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านสุขภาพ (Ozgen, 2019) Cooper, Seiford & Tone (2000) อธิบายใน DEA as a Management Tool : A Note on its Simple Use การใช้ DEA เป็นเครื่องมือในการบริหารอย่างง่ายโดยใช้ Inputs และ Outputs บทความของ Gupta, Sharma & Verma (2018) กล่าวถึง Efficiency of Primary Health Care Centers in Rural India : A Data Envelopment Analysis Approach โดยการวัดประสิทธิภาพของศูนย์บริการดูแลสุขภาพในประเทศอินเดียบทความนี้ใช้ Inputs เช่น บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล, อุปกรณ์การแพทย์และเงินทุน และ Outputs เช่น จำนวนผู้รับบริการ, การตรวจสุขภาพประจำปีและการประเมินความสำเร็จของการรักษาโรคต่าง ๆ ผลการวิเคราะห์สถานบริการดูแลสุขภาพในเขตชนบทและมีความสำคัญในการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของการให้บริการสุขภาพในพื้นที่ที่มีความต้องการเป็นพิเศษ สอดคล้องกับบทความ Efficiency Measurement of Public Health Centers Using Data Envelopment Analysis : A Case Study in Thailand โดย Thawornpan & Chompikul (2015) ที่วัดประสิทธิภาพของศูนย์บริการสุขภาพในประเทศไทย ผลจากการวิจัยพบว่ามีศูนย์บริการบางแห่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเพื่อให้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการของประชากรในพื้นที่ บทความนี้มุ่งเน้นการใช้ DEA เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินประสิทธิภาพของศูนย์บริการสุขภาพชุมชนในประเทศไทยและมีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงการบริการสุขภาพในระดับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

บทความ Measuring the Efficiency of Health Systems in Sub-Saharan Africa: A DEA Approach โดย Kirigia & Emrouznejad (2010) เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นการวัดประสิทธิภาพของระบบสุขภาพในแอฟริกาใต้โดยใช้ Inputs เช่น งบประมาณสำหรับการดำเนินงาน, บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ Outputs เช่น จำนวนผู้รับบริการ, การจัดการโรคและคุณภาพของการบริการ ผู้วิจัยสรุปว่าการใช้ DEA เป็นเครื่องมือ ที่มีประสิทธิภาพในการวัดและประเมินประสิทธิภาพของระบบสุขภาพและช่วยในการจัดการและปรับปรุงระบบสุขภาพในแอฟริกาใต้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบทความ Evaluating the Efficiency of Primary Health Care Centers : A DEA Approach โดย Osei, George & Dzansi (2015) ที่เป็นการศึกษาที่เน้นการประเมินประสิทธิภาพของศูนย์บริการดูแลสุขภาพพื้นฐาน ผู้วิจัยใช้ DEA เพื่อวัดประสิทธิภาพของศูนย์บริการสุขภาพโดยใช้ Inputs เช่น งบประมาณสำหรับการดำเนินงาน, บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ Outputs เช่น จำนวนผู้รับบริการ, การตรวจสุขภาพประจำปีและการรักษาโรค ผลการวิจัยบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของศูนย์บริการดูแลสุขภาพ โดยแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในประสิทธิภาพระหว่างศูนย์บริการต่าง ๆ สอดคล้องกับบทความ Efficiency Assessment of Community Health Centers : A DEA-Based Study โดย Alkhamisi & Alomari (2018) ที่เน้นการประเมินประสิทธิภาพของศูนย์บริการสุขภาพชุมชน โดยใช้ Inputs เช่น งบประมาณสำหรับการดำเนินงาน, บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ Outputs เช่น จำนวนผู้รับบริการ, การบริการอายุรกรรมที่ครบถ้วนและการจัดกิจกรรมสุขภาพชุมชน จะช่วยให้เข้าใจถึงความสามารถในการให้บริการของศูนย์บริการแต่ละแห่งและช่วยในการปรับปรุงการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการสุขภาพชุมชน

บทความ Efficiency Measurement of Nursing Homes : A DEA Approach เป็นการศึกษาปัจจัย ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการให้บริการในบ้านพักคนชรา โดยใช้ Inputs เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน, จำนวนบุคลากรทางการพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุและอุปกรณ์การรักษา Outputs เช่น จำนวนผู้รับการดูแล, คุณภาพของการดูแลผู้สูงอายุและความพึงพอใจของผู้รับการบริการ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของบ้านพักคนชราและช่วยให้ผู้บริหารสามารถตระหนักถึงพื้นที่ที่ต้องปรับปรุงและแนวทางการพัฒนา การบริการในบ้านพักคนชราได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ DEA เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยวิเคราะห์และประเมินประสิทธิภาพของบ้านพักคนชราอย่างมีประสิทธิภาพ (Chien & Wu, 2018) สอดคล้องกับบทความ Evaluation of Drug Rehabilitation Centers : A DEA Approach โดย Wang & Chiu (2017) เป็นการประเมินประสิทธิภาพของศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาโดยใช้วิธีการ DEA เพื่อให้สามารถทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการให้บริการในศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยา โดยใช้ Inputs เช่น งบประมาณสำหรับการดำเนินงาน, บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านยาและอุปกรณ์การรักษา Outputs เช่น จำนวนผู้รับบริการ, คุณภาพของการดูแลผู้ติดยาและอัตราการฟื้นฟู ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาและการใช้ DEA เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยวิเคราะห์และประเมินประสิทธิภาพของศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาอย่างมีประสิทธิภาพ

3. วิธีดำเนินการวิจัย

1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากการวิจัยนี้รวบรวมมาจากฐานข้อมูลดำเนินงานกิจกรรมพลังงานอัจฉริยะเพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ (SECA) โรงพยาบาลท่าคันโท ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรม 1) Solar Roof Top แบบ On Grid 2) Solar Light 300 วัตต์ 3) หลอดไฟขนาดยาว LED 4) หลอดไฟสั้น LED 5) หลอดไฟทรงกลม LED 6)รถเข็นอุปกรณ์ปราศจากเชื้อชนิดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 7) รถไฟฟ้า 3 ล้อ เข็นอาหาร 8) รถเข็นไฟฟ้าส่งผ้าเปื้อน แบบ 3 ล้อ 9) รถเข็นขนย้ายขยะติดเชื้อขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 10) รถสามล้อไฟฟ้าขนอุปกรณ์การแพทย์ 11) ปลูกต้นไม้ ครั้งที่ 1 จำนวน 10 ต้น 12) ปลูกต้นไม้ ครั้งที่ 2 จำนวน 10 ต้น 13) การสร้างหอประชุมใหม่ อาคารอนุรักษ์พลังงาน 14) ห้องอาบน้ำผู้เก็บขนขยะติดเชื้อ 15) โครงการพัฒนางานสิ่งแวดล้อม 2567 16) กิจกรรม Telemedicine 17) การใช้ QR Code 18) Reuse กระดาษและกิจกรรมที่ และ 19) กิจกรรมจำหน่ายขยะ รวมทั้งหมด 19 กิจกรรม

2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

Charnes, Cooper & Rhodes (1978) ได้พัฒนา DEA VRS (Variable Returns to Scale) เป็นวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของหน่วยงานโดยพิจารณา Inputs และ Outputs โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้:

3) ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

3.1) 3.1 สำรวจ Input ของ SECA

กิจกรรม SECA ของโรงพยาบาลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ มี Inputs ทั้ง 19 กิจกรรม แสดงดังตารางที่ 1

3.2) ผลลัพธ์ของ SECA

Output ของกิจกรรมการดำเนินการ SECA ตามกิจกรรมต่าง ๆ ในการศึกษานี้แบ่งออกได้เป็น Output 1 คือ การลดรายจ่ายมีหน่วยเป็นบาท และ Output 2 คือการลดการปล่อยก๊าซ Co2 มีหน่วยเป็น KgCo2e ดังตารางต่อไปนี้ ดังตารางที่ 2

4) การเก็บรวบรวมข้อมูล

มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก Secondary Data จากฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างโรงพยาบาล

4. ผลการศึกษา

จากการคำนวณโดยใช้ DEA พบว่ากิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ บริการทางการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล และการติดตั้งหลอดไฟ LED ขนาดยาว มีคะแนนประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่ากันที่ 1.000000000 คะแนน รองลงมาเป็นกิจกรรมขายขยะ ที่ 0.1111028806 ถัดไปเป็น Solar Roof Top แบบ On Grid ที่ 0.0178817642 QR Code ที่ 0.0111019546 Reuse กระดาษ ที่ 0.0111019546 กิจกรรมติดตั้งหลอดไฟ LED ทรงกลม ที่ 0.0000259253 ติดตั้งหลอดไฟ LED ขนาดสั้นที่ 0.0000259247 ติดตั้ง Solar Light ขนาด 300 วัตต์ ที่ 0.0000012449 กิจกรรมการนำรถเข็นไฟฟ้าอุปกรณ์ปราศจากเชื้อชนิดขับเคลื่อน รถไฟฟ้า 3 ล้อ รถเข็นอาหาร รถเข็นไฟฟ้าส่งผ้าเปื้อน แบบ 3 ล้อ รถเข็นขนย้ายขยะติดเชื้อขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้าขนอุปกรณ์การแพทย์ คะแนนประสิทธิภาพเท่ากันที่ 0.0000000811 การสร้างหอประชุมใหม่ที่ 0.0000000617 กิจกรรมตามโครงการพัฒนางานสิ่งแวดล้อม 2567 ที่ 0.0000000038 และกิจกรรมปลูกต้นไม้ ครั้งที่ 1 จำนวน 10 ต้น กิจกรรมปลูกต้นไม้ ครั้งที่ 2 จำนวน 10 ต้น รวมทั้งห้องอาบน้ำผู้เก็บขนขยะติดเชื้อ ให้ค่าคะแนนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

5. สรุปและอภิปรายผล

งานวิจัยฉบับนี้จัดทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรมตามการดำเนินงานของ SECA โดยใช้เครื่องมือ DEA เพื่อคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของโรงพยาบาลท่าคันโท โดยแยกออกได้ดังต่อไปนี้ พบว่ากิจกรรมที่ให้ค่าคะแนนประสิทธิภาพสูงสุด คือ การติดตั้งหลอดไฟขนาดยาว LED และกิจกรรมบริการทางการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้คะแนนประสิทธิภาพได้สูงสุดเนื่องจากปริมาณ Input ที่ใช้เมื่อเทียบกับ Output ที่ได้มาให้ประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับกิจกรรมขายขยะ ให้ประสิทธิภาพรองลงมาเพราะไม่มีต้นทุนในการจัดการแต่พบว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับชมรมของโรงพยาบาลในจำนวนที่เหมาะสม สำหรับกิจกรม Solar Roof Top ให้ค่าประสิทธิภาพถัดลงมาแม้จะให้ Output ที่ดีแต่ก็มี Input ที่สูงในระดับหนึ่ง กิจกรรมการใช้ QR Code ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแต่สามารถลดต้นทุนในการใช้กระดาษและเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ระดับหนึ่งจึงให้ประสิทธิภาพเป็นลำดับถัดมากิจกรรมการนำกระดาษกลับมาใช้ใหม่ สามารถลดต้นทุนการซื้อกระดาษได้รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันกับการใช้ QR Code กิจกรรมการเปลี่ยนหลอดไฟในโรงพยาบาลมาใช้หลอด LED แบบทรงกลมและหลอด LED แบบสั้น ให้ค่าประสิทธิภาพถัดลงมา ตามมาด้วยกิจกรรมติดตั้ง Solar Light กิจกรรมรถเข็นอุปกรณ์ปราศจากเชื้อชนิดขับเคลื่อน รถไฟฟ้า 3 ล้อเข็นอาหาร รถไฟฟ้าส่งผ้าเปื้อนแบบ 3 ล้อ กิจกรรมการใช้รถเข็นขนย้ายขยะติดเชื้อขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้าขนอุปกรณ์การแพทย์ ต่อมาเป็นกิจกรรมการสร้างหอประชุมซึ่งมีการใช้ Input ที่สูง แต่ให้ Output ไม่มากนัก กิจกรรมตามโครงการพัฒนางานอนามัยสิ่งแวดล้อม ปี 2567 อาจจะไม่ได้ส่งผลให้มีการลดต้นทุนแต่เป็นการสนับสนุนให้มีการดำเนินกิจกรรม SECA โดยอ้อมของโรงพยาบาล กิจกรรมการปลูกต้นไม้ ทั้ง 2 ครั้งของโรงพยาบาลท่าคันโทอาจจะยังไม่สามารถส่งผลให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีเนื่องจากต้นไม้ยังมีขนาดเล็กแต่ถ้าหากต้นไม้มีขนาดที่ใหญ่โตมากขึ้นตามอายุจะส่งผลให้เกิดการดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ กิจกรรมการสร้างห้องอาบน้ำสำหรับผู้เก็บขนขยะติดเชื้ออาจจะไม่ได้ส่งผลให้เกิดกาลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยทันทีแต่หากเจ้าหน้าที่มีสุขภาพดีแข็งแรงก็อาจส่งผลต่อการดำเนินการตาม SECA ที่เข้มแข็งต่อเนื่องยาวนานต่อไป โดยภาพรวมแล้วควรส่งเสริมให้โรงพยาบาลทำกิจกรรม SECA โดยกิจกรรมที่ให้คะแนนประสิทธิภาพสูงสุด คือ กิจกรรมบริการทางการแพทย์ผ่านเทคโนโลยีวีดีโอคอล และกิจกรรมการติดตั้งหลอดไฟ LED ขนาดยาว เนื่องจากมีการประหยัดต้นทุนในการดำเนินการ รวมทั้งยังให้ผลลัพธ์จากการดำเนินงานที่สูง จึงควรส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมในลักษณะนี้ให้มากขึ้นในโรงพยาบาล

กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จไปได้ด้วยการให้ความช่วยเหลือแนะนำของ คณะผู้บริหารของโรงพยาบาลท่าคันโทผู้เขียนจึงขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอน้อมรำลึกถึงอำนาจบารมีของคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณบิดามารดา ครอบครัวญาติพี่น้องที่เป็นขวัญและกำลังใจในการทำวิจัยสำเร็จได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

Charnes, A., Cooper, W. W., & Rhodes, E. (1978). Measuring the efficiency of decision making units. European Journal of Operational Research, 2(6), 429-444.

Cooper, W. W., Seiford, L. M., & Tone, K. (2000). DEA as a management tool: A note on its simple use. Management Science, 46(4), 547-560.

Gupta, R., Sharma, S., & Verma, M. (2018). Efficiency of primary health care centers in rural India: A data envelopment analysis approach. Indian Journal of Public Health Research & Development, 9(12), 391-396.

Health Focus. (2023, November 17). สุขภาพจิต พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิดในช่วงโควิด 19 [บทความเว็บไซต์]. Retrieved from https://www.hfocus.org/content/2023/11/28837

Kirigia, J. M., & Emrouznejad, A. (2010). Measuring the efficiency of health systems in sub-Saharan Africa: A DEA approach. International Journal of Health Planning and Management, 25(3), 227-245.

Osei, D., George, M., & Dzansi, D. (2015). Evaluating the efficiency of primary health care centers: A DEA approach. Journal of Health Research, 29(6), 401-410.

Ozgen, H. (2009). Application of data envelopment analysis in healthcare. Journal of Yeditepe University, Faculty of Economics and Administrative Sciences, 5(1), 165-182.

Thawornpan, P., & Chompikul, J. (2015). Efficiency measurement of public health centers using data envelopment analysis: A case study in Thailand. Journal of Health Research, 29(3), 169-176.

Wang, Y., & Chiu, C. (2017). Evaluation of drug rehabilitation centers: A DEA approach. International Journal of Environmental Research and Public Health, 14(11), 1339.

Zhu, J., & Rhodes, E. (2001). Data envelopment analysis: Theory, methodology, and applications. Springer.

สำนักนายกรัฐมนตรี. (2566). หน่วยงานในสังกัดร่วมลดภาวะโลกร้อน. สำนักนายกรัฐมนตรี. Retrieved from https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/74196


บทความอื่นๆ

คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

แนวทางการเขียนบทความ วารสารสิ่งแวดล้อม

1

ขอบเขตของเนื้อหา

วารสารสิ่งแวดล้อม เป็นวารสารที่นำเสนอบทความวิชาการทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเนื้อหาความรู้ทางวิชาการที่ไม่เข้มข้นมากนัก เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบุคคลทั่วไป รูปแบบของการเขียนบทความเป็นในลักษณะดังนี้

  1. หากเป็นการนำเสนอความรู้ที่ได้จากผลงานวิจัย ควรประกอบด้วย ความสำคัญและที่มาของปัญหา วัตถุประสงค์ การรวบรวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้อง วิธีการศึกษาในรูปแบบของหลักการศึกษาพอสังเขป ผลการศึกษาพร้อมการอภิปรายผลผล สรุปนำเสนอความรู้ที่ได้จากการวิจัย
  2. หากเป็นบทความเชิงวิจารณ์ บทความวิชาการ ซึ่งเรียบเรียงจากความรู้ต่าง ๆ และ ผลงานวิจัยของผู้อื่น ควรประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การวิเคราะห์และวิจารณ์ ซึ่งมีการนำเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมถึงแนวโน้ม หรือข้อดีและข้อเสีย หรือข้อสรุปอย่างชัดเจน

2

ความยาวของบทความ

ควรมีความยาวของบทความขนาดไม่เกิน 6 หน้า (รวมรูปภาพและตาราง) โดยการใช้ font ประเภท Thai Saraban ขนาดตัวอักษร 16 Single space

3

รูปในบทความ

ให้ส่งไฟล์รูปภาพ ที่มีขนาดรูปเท่าที่ต้องการนำเสนอจริง และมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 300 dpi หรือ ไฟล์ภาพต้นฉบับ

  1. หากเป็นรูปที่นำมาจากแหล่งอื่นต้องอ้างอิงแหล่งที่มา
  2. หากเป็นรูปที่ถ่ายมาเอง ให้ระบุชื่อเป็นของผู้เรียบเรียงบทความ

4

การอ้างอิงทางบรรณานุกรม

กำหนดให้ผู้เขียนบทความใช้ระบบ APA 6th ed โดยการอ้างอิงในเนื้อหาเป็นแบบ “ผู้แต่ง, ปีพิมพ์” และมีวิธีการเขียนรายการเอกสารอ้างอิง ดังนี้

  1. หนังสือ
    ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อเรื่อง(ตัวเอียง) ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์.
  2. บทความในหนังสือ บทในหนังสือ
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ(ตัวเอียง) (ครั้งที่พิมพ์), เลขหน้าที่ปรากฏบทความ(จากหน้าใดถึงหน้าใด). สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์
  3. วารสาร
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(ตัวเอียง), ปีที่ (ฉบับที่), เลขหน้าที่ปรากฎ.
  4. วิทยานิพนธ์
    ชื่อผู้เขียนวิทยานิพนธ์. (ปีพิมพ์). ชื่อวิทยานิพนธ์(ตัวเอียง). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตหรือวิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต,ชื่อสถาบันการศึกษา).
  5. สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์
    ชื่อผู้เขียน (ปี,เดือน วันที่). ชื่อเนื้อหา. [รูปแบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เช่น PowerPoint Facebook Website]. สืบค้นจาก http:/.....

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการและที่ปรึกษาวารสารสิ่งแวดล้อม

เปิดรับบทความ/ข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อมทุกด้าน โดยจัดส่งต้นฉบับผ่านทางระบบ Submission พร้อมระบุชื่อและนามสกุล สถานที่ติดต่อ และเบอร์โทรศัพท์ ของผู้เขียน/ผู้รับผิดชอบบทความ

  • ภุมรินทร์ คำเดชศักดิ์
  • กิตติวุฒิ เฉลยถ้อย
  • ธวัลหทัย สุภาสมบูรณ์
  • นันทมล ลิมป์พิทักษ์พงศ์
  • บัวหลวง ฝ้ายเยื่อ
  • ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์
  • วิไลลักษณ์ นิยมมณีรัตน์
  • วัชราภรณ์ สุนสิน
  • ศีลาวุธ ดำรงศิริ
  • อาทิมา ดับโศก

วารสารสิ่งแวดล้อม

เป็นวารสารราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) กำหนดเผยแพร่ทุกต้นเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และ ตุลาคม โดยจัดพิมพ์เผยแพร่ฉบับแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 และเริ่มเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ปีที่ 23 ปี 2562

ส่งบทความ

FAQ

เกี่ยวกับวารสาร

วารสารสิ่งแวดล้อม (Environmental Journal) เป็นวารสารที่ดูแลโดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วารสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข่าวสารและองค์ความรู้ทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมออกสู่สาธารณชน ครอบคลุมในประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการเมือง การจัดการของเสียและขยะ การป้องกันและควบคุมมลพิษ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นโยบายสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ๆ

วารสารสิ่งแวดล้อมเผยแพร่เนื้อหาของบทความในลักษณะ Open Access โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่สนใจในด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำเสนองานวิจัย บทความวิชาการ และบทความที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและระดับสากล วารสารนี้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในเรื่องนี้

วารสารสิ่งแวดล้อม เผยแพร่ในแบบรูปเล่มฉบับแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 และเปลี่ยนการเผยแพร่เป็นรูปแบบออนไลน์ในปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ผ่านเวปไซต์ https://ej.eric.chula.ac.th/ โดยดำเนินการเผยแพร่วารสารราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) กำหนดเผยแพร่ทุกต้นเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และ ตุลาคม และได้รับการจัดอันดับในฐานข้อมูลการจัดทำดัชนี Thai-Journal Citation Index (TCI) ระดับ Tier 3

ในปี พ.ศ. 2566 วารสารสิ่งแวดล้อมได้ปรับปรุงการเผยแพร่บทความ เพื่อมุ่งสู่ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index; TCI) ที่สูงขึ้นในระดับ Tier 2 ซึ่งประกอบด้วย การปรับความถี่ในการเผยแพร่เป็น 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (ธันวาคม) และการปรับปรุงการจัดส่งบทความจากเดิมที่เป็นการจัดส่งต้นฉบับทางอีเมล์ eric@chula.ac.th เป็นจัดส่งผ่านระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) ซึ่งเป็นระบบการจัดการและตีพิมพ์วารสารวิชาการในรูปแบบวารสารออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Journal) พร้อมเพิ่มเติมขั้นตอนการประเมินบทความในลักษณะ Double blind review จากผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่านก่อนการเผยแพร่ ซึ่งการประเมินจะมีความเข้มข้นและมีระบบระเบียบมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย

ISSN (PRINT) : 0859-3868
ISSN (ONLINE) : 2586-9248
ความถี่ในการเผยแพร่ : 2 เล่ม/ปี (มิถุนายน และ ธันวาคม)
สำนักพิมพ์ : สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย
ฐานข้อมูลการจัดทำดัชนี : Thai-Journal Citation Index (TCI), Tier 3

สำหรับสำนักพิมพ์

วารสารสิ่งแวดล้อมเป็นวารสารวิชาการที่เข้าใจถึงความสำคัญของจริยธรรมในการตีพิมพ์ทางวิชาการ ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเผยแพร่ควรปฏิบัติตามแนวทาง “คณะกรรมการจริยธรรมในการเผยแพร่ (COPE)” (https://publicationethics.org/) เครื่องมือตรวจจับการลอกเลียนแบบ “อักขราวิสุทธิ์” จะถูกใช้เพื่อรับรองความเป็นต้นฉบับของต้นฉบับที่ส่งมาทั้งหมด ต้นฉบับใด ๆ ที่มีดัชนีความคล้ายคลึงกันมากกว่า 30% จะถูกส่งกลับไปยังผู้เขียนเพื่อแก้ไขและชี้แจงหรือปฏิเสธ หากไม่ปฏิบัติตามจะส่งผลให้ต้นฉบับถูกปฏิเสธโดยทันที ซึ่งมีผลต่อการยุติกระบวนการประเมินบทความ นอกจากนี้ เพื่อป้องกันอคติและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ วารสารจึงปฏิบัติตามนโยบายการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิโดยปกปิดทั้งสองด้าน (Double-blind peer review) สำหรับต้นฉบับทั้งหมดที่วารสารได้รับ

สำหรับบรรณาธิการ

บรรณาธิการจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าต้นฉบับจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ประเมินบทความ กองบรรณาธิการประกอบด้วยหัวหน้ากองบรรณาธิการบริหาร และกองบรรณาธิการ โดยทั่วไปหัวหน้ากองบรรณาธิการจะให้คำแนะนำและแนวปฏิบัติด้านวิชาการ กองบรรณาธิการทำหน้าที่ในการเชิญผู้ประเมินเพื่อพิจารณาบทความซึ่งจะเรียกว่าบรรณาธิการประจำบทความ และอาจทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วย กองบรรณาธิการประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาการวิจัยต่าง ๆ ที่ครอบคลุมตามหัวข้อต่าง ๆ ของวารสาร จากขอบเขตการวิจัยของต้นฉบับที่ส่งมา หัวหน้าบรรณาธิการจะมอบหมายต้นฉบับให้กับกองบรรณาธิการที่เหมาะสม บรรณาธิการประจำบทความมีหน้าที่ส่งต่อต้นฉบับให้กับผู้ประเมินที่มีความสนใจและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม และจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายสำหรับการพิจารณษบทความที่มีศักยภาพในการตีพิมพ์ ยกเว้นในกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการตีพิมพ์ บรรณาธิการวารสารทุกคนควรปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้

  • บรรณาธิการจะต้องยึดถือหลักจริยธรรมในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับวารสาร
  • บรรณาธิการจะต้องเลือกผู้ประเมินที่มีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องและไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้เขียนต้นฉบับ
  • บรรณาธิการจะต้องไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ประเมินให้ผู้เขียนทราบ และในทางกลับกัน
  • บรรณาธิการจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ จากต้นฉบับก่อนตีพิมพ์
  • ข้อมูลหรือความคิดเห็นของผู้ประเมินจะต้องเก็บเป็นความลับและไม่ควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

สำหรับผู้แต่ง

ผู้เขียนต้นฉบับควรจำกัดเฉพาะผู้ที่มีส่วนสำคัญต่อต้นฉบับ รวมถึงแนวความคิด การค้นคว้า การออกแบบการศึกษา การวิเคราะห์และให้บทสรุป และการเขียน นอกจากนี้ ผู้เขียนจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

  • ต้นฉบับจะต้องไม่มีการตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ ก่อนที่จะส่งมายังวารสารสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์บางส่วนที่รายงานในต้นฉบับที่ส่งมาได้รับการตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการ จะต้องระบุและนำเสนอเป็นหมายเหตุในต้นฉบับ
  • ผู้เขียนสามารถส่งต้นฉบับไปยังวารสารอื่นได้เฉพาะเมื่อต้นฉบับถูกปฏิเสธโดยวารสารเท่านั้น
  • ผู้เขียนจะต้องลงนามในข้อตกลงการโอนลิขสิทธิ์กับวารสารหลังจากต้นฉบับได้รับการยอมรับแล้ว
  • ผู้เขียนทุกคนต้องรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนการลอกเลียนแบบ
  • เป็นหน้าที่ของผู้เขียนในการตอบสนองต่อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดของผู้วิจารณ์ หากผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นใด ๆ ของผู้วิจารณ์ ผู้เขียนควรให้คำอธิบาย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบรรณาธิการประจำบทความที่ได้รับมอบหมายหรือหัวหน้ากองบรรณาธิการ
  • วารสารสิ่งแวดล้อมปฏิบัติตามนโยบายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการประพันธ์ ควรขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงผู้เขียนจากผู้เขียนทุกคน หากผู้เขียนคนใดต้องการเปลี่ยนลำดับของผู้เขียน เช่น เพิ่ม/ลบผู้เขียน หรือเปลี่ยนแปลงผู้เขียนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ประเมิน

ผู้ประเมินมีบทบาทสำคัญในการตีพิมพ์ต้นฉบับ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะช่วยให้ผู้เขียนปรับปรุงคุณภาพต้นฉบับและรับประกันว่าต้นฉบับมีค่าควรแก่การตีพิมพ์และจะนำไปสู่ความรู้ทางวิชาการ นอกจากนี้ ผู้ประเมินอาจมีอิทธิพลต่อต้นฉบับขั้นสุดท้ายพร้อมกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกระบวนการตรวจสอบ ผู้ประเมินจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางต่อไปนี้

  • ผู้ประเมินควรปฏิเสธคำขอตรวจสอบหากงานวิจัยของต้นฉบับไม่อยู่ในความเชี่ยวชาญของตน
  • ผู้ประเมินควรแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญของตนเท่านั้น และไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • ผู้ประเมินจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลหรือผลลัพธ์จากต้นฉบับก่อนที่จะตีพิมพ์
  • ผู้ประเมินควรแจ้งบรรณาธิการหากสงสัยว่าต้นฉบับมีผลงานซ้ำกับบทความที่ตีพิมพ์อื่น ๆ